เมื่อซื้อบ้านในโครงการจัดสรร เจ้าของบ้านไม่ได้ดูแลเฉพาะพื้นที่ภายในรั้วของตนเองเท่านั้น แต่ยังต้องใช้ถนน สวน ระบบระบายน้ำ สโมสร ระบบรักษาความปลอดภัย และสาธารณูปโภคอื่นร่วมกับเพื่อนบ้าน คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นเมื่อผู้จัดสรรที่ดินต้องการส่งมอบการดูแลโครงการว่า ใครจะรับผิดชอบทรัพย์สินและค่าใช้จ่ายส่วนกลางต่อไป
กลไกที่กฎหมายกำหนดไว้คือ “นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร” ซึ่งมีหน้าที่รับช่วงบริหารและบำรุงรักษาสาธารณูปโภค จัดเก็บค่าใช้จ่าย และดำเนินกิจการของชุมชนภายใต้การกำกับของที่ประชุมใหญ่สมาชิก อย่างไรก็ตาม การจัดตั้งไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ต้องมีมติ เอกสาร ข้อบังคับ และการยื่นจดทะเบียนให้ถูกต้อง
บทความนี้อธิบายความหมาย หน้าที่ ขั้นตอนจัดตั้ง และทางออกเมื่อจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านไม่ได้ โดยยึดกรอบกฎหมายที่ใช้ในปัจจุบัน ได้แก่ พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยฉบับที่ 3 พ.ศ. 2568 และระเบียบที่มีผลใช้บังคับในปี 2569
เนื้อหานี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษากฎหมาย โครงการแต่ละแห่งอาจมีข้อเท็จจริง เอกสารอนุญาตจัดสรร และข้อบังคับแตกต่างกัน ควรตรวจสอบกับสำนักงานที่ดินที่โครงการตั้งอยู่หรือผู้เชี่ยวชาญก่อนดำเนินการ
นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรคืออะไร
นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรคือองค์กรที่จดทะเบียนตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยปัจจุบันต้องพิจารณาฉบับที่ 3 พ.ศ. 2568 ร่วมด้วย เมื่อจดทะเบียนแล้วองค์กรจะมีสิทธิ หน้าที่ ทรัพย์สิน และหนี้สินของตนเอง สามารถทำสัญญาและดำเนินการกับบุคคลภายนอกในนามนิติบุคคลได้
ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรทุกรายเป็นสมาชิกของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ส่วนที่ดินแปลงย่อยซึ่งยังไม่มีผู้ซื้อหรือโอนกลับไปเป็นของผู้จัดสรรที่ดิน ผู้จัดสรรที่ดินจะมีสถานะเป็นสมาชิกสำหรับแปลงเหล่านั้นตามกฎหมาย
จุดที่ควรทำความเข้าใจให้ถูกต้องคือ เมื่อนิติบุคคลรับโอนที่ดินหรือทรัพย์สินที่เป็นสาธารณูปโภค ทรัพย์สินดังกล่าวเป็นของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ไม่ได้หมายความว่าลูกบ้านแต่ละรายมีกรรมสิทธิ์ร่วมโดยตรงเหมือนการถือครองทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุด ลูกบ้านมีสถานะเป็นสมาชิกและใช้สิทธิผ่านที่ประชุมใหญ่ คณะกรรมการ และข้อบังคับของนิติบุคคล
กฎหมายที่ใช้กับนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรในปัจจุบัน

คำว่า “พ.ร.บ. นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร” เป็นคำค้นที่ใช้กันทั่วไป แต่ชื่อกฎหมายหลักคือพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ปัจจุบันฉบับที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2568
การใช้กฎหมายในปัจจุบันจึงต้องอ่านตัวบทปี 2543 ควบคู่กับฉบับแก้ไขและกฎหมายลำดับรอง ไม่ควรนำข้อความเดิมของมาตราที่ถูกแก้ไขแล้วมาใช้อ้างอิงเพียงลำพัง ส่วนรายละเอียดด้านเอกสาร การประชุม การปิดประกาศ และการรับจดทะเบียน ต้องพิจารณาระเบียบที่ใช้กับกระบวนการนั้นด้วย
พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2568 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2569 และแก้ไขประเด็นที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร เช่น ช่องทางดำเนินการเมื่อผู้จัดสรรไม่จัดตั้งนิติบุคคลหรือไม่บำรุงรักษาสาธารณูปโภค ตลอดจนรอบการเรียกเก็บค่าใช้จ่าย ต่อมาระเบียบคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลาง พ.ศ. 2569 ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2569 ได้กำหนดวิธีปฏิบัติสำหรับช่องทางใหม่ให้ชัดเจนขึ้น
การใช้เกณฑ์จากคู่มือหรือรายงานการประชุมเก่าโดยไม่ตรวจฉบับแก้ไขอาจทำให้เลือกขั้นตอนผิด โดยเฉพาะเรื่องจำนวนผู้ซื้อที่ยื่นคำขอ เกณฑ์การลงมติ และวิธีเรียกเก็บค่าใช้จ่าย จึงต้องดูทั้งวันที่ได้รับอนุญาตจัดสรร สถานะการจำหน่ายแปลง และเหตุที่นำมาใช้ดำเนินการ
นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรมีหน้าที่อะไรบ้าง

หน้าที่หลักของนิติบุคคลคือบริหารชุมชนและดูแลทรัพย์สินที่อยู่ในความรับผิดชอบให้สมาชิกใช้ประโยชน์ได้อย่างต่อเนื่อง ขอบเขตที่แท้จริงต้องดูทั้งกฎหมาย แผนผังและโครงการที่ได้รับอนุญาต รายการสาธารณูปโภคที่รับโอน และข้อบังคับที่จดทะเบียน โดยงานที่พบได้ทั่วไป ได้แก่
- ดูแลและบำรุงรักษาสาธารณูปโภค เช่น ถนน สวน ระบบระบายน้ำ ระบบไฟฟ้าส่วนกลาง หรือพื้นที่และอุปกรณ์ที่รับโอนตามโครงการ
- เรียกเก็บค่าใช้จ่ายส่วนกลางจากสมาชิก เพื่อนำไปดูแลสาธารณูปโภคและบริการของหมู่บ้าน โดยอัตรา วิธี และรอบการเรียกเก็บต้องเป็นไปตามกฎหมาย ข้อบังคับ และมติที่เกี่ยวข้อง
- จัดทำบัญชีและรายงานทางการเงิน เพื่อให้รายรับ รายจ่าย หนี้ค้างชำระ และทรัพย์สินของนิติบุคคลตรวจสอบได้ โดยกฎกระทรวงกำหนดให้รายงานกิจการ งบดุล และบัญชีรายรับรายจ่ายที่ผู้สอบบัญชีรับรองแล้วต่อคณะกรรมการภายในสามเดือนนับแต่สิ้นงวดบัญชี และเปิดเผยให้สมาชิกทราบ
- ดำเนินการตามมติของที่ประชุมใหญ่ รวมถึงเรื่องงบประมาณ การกำหนดแนวทางบริหาร การแก้ไขข้อบังคับ และเรื่องสำคัญอื่นภายในขอบเขตที่กฎหมายกำหนด
- กำกับการใช้สาธารณูปโภคและบริการสาธารณะ ตามข้อบังคับหรือระเบียบของหมู่บ้าน โดยกฎที่ออกต้องไม่ขัดต่อกฎหมายและต้องอยู่ในอำนาจของนิติบุคคล
- ประสานงานกับสมาชิก ผู้รับเหมา และหน่วยงานภายนอก เช่น การรับแจ้งปัญหา งานซ่อม การรักษาความสะอาด หรือการรักษาความปลอดภัย หากบริการเหล่านั้นอยู่ในขอบเขตของโครงการและงบประมาณที่ได้รับอนุมัติ
ขอบเขตบริการของแต่ละหมู่บ้านไม่เหมือนกัน การรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมงจึงไม่ใช่ข้อกำหนดที่ใช้กับทุกโครงการ รูปแบบบริการต้องพิจารณาจากข้อบังคับ สัญญา มติที่เกี่ยวข้อง งบประมาณ และความจำเป็นของหมู่บ้านนั้น
คณะกรรมการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรทำหน้าที่อะไร
คณะกรรมการหมู่บ้านจัดสรรเป็นผู้ดำเนินกิจการและเป็นผู้แทนของนิติบุคคลในการติดต่อกับบุคคลภายนอก แต่ต้องทำงานตามกฎหมายและข้อบังคับ ภายใต้การควบคุมดูแลของที่ประชุมใหญ่สมาชิก คณะกรรมการจึงไม่ใช่เจ้าของโครงการและไม่สามารถตัดสินใจนอกเหนืออำนาจได้ตามอำเภอใจ
หน้าที่มักครอบคลุมการจัดทำแผนงานและงบประมาณ ติดตามการจัดเก็บค่าใช้จ่าย ควบคุมงานบำรุงรักษา จัดประชุม พิจารณาผู้รับเหมา ติดตามหนี้ และรายงานผลการดำเนินงานต่อสมาชิก อย่างไรก็ตาม การอนุมัติเรื่องใดต้องใช้มติคณะกรรมการหรือมติที่ประชุมใหญ่ ต้องพิจารณาจากข้อบังคับของหมู่บ้านและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
กรรมการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรมีกี่คน และมีวาระกี่ปี
กฎหมายไม่ได้กำหนดตายตัวว่านิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรทุกแห่งต้องมีกรรมการ 5–15 คน หรือมีวาระ 2 ปีเหมือนกันทั้งหมด กฎกระทรวงกำหนดให้ข้อบังคับของแต่ละนิติบุคคลต้องระบุจำนวนกรรมการ วิธีเลือกตั้ง วาระ การเริ่มและพ้นจากตำแหน่ง รวมถึงวิธีประชุมคณะกรรมการ
ดังนั้น คำตอบของคำถามว่า “กรรมการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรมีกี่คน” ต้องตรวจจากข้อบังคับที่จดทะเบียนของหมู่บ้านนั้นโดยตรง เช่นเดียวกับระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง หากต้องการเปลี่ยนจำนวนหรือวาระ ต้องดำเนินการตามวิธีแก้ไขข้อบังคับและจดทะเบียนการเปลี่ยนแปลงก่อนจึงมีผลใช้บังคับ
ขั้นตอนการจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร

ขั้นตอนต่อไปนี้เป็นภาพรวมของกระบวนการปกติตามมาตรา 44 ส่วนกรณีที่ผู้จัดสรรไม่ดำเนินการหรือไม่บำรุงรักษาสาธารณูปโภค ต้องใช้ช่องทางและเงื่อนไขเฉพาะซึ่งอธิบายไว้ในหัวข้อถัดไป
1. ตรวจสอบสถานะโครงการและสาธารณูปโภค
เริ่มจากตรวจใบอนุญาตจัดสรร แผนผังโครงการ รายการสาธารณูปโภค ภาระผูกพัน หลักประกันการบำรุงรักษา จำนวนแปลงย่อย และสถานะการจำหน่าย เพื่อให้ทราบว่ามีทรัพย์สินใดต้องรับโอนและมีเงื่อนไขใดที่ต้องแก้ไขก่อน
2. เตรียมการประชุมและเอกสาร
เอกสารสำคัญมักประกอบด้วยหนังสือเชิญประชุม รายชื่อผู้ซื้อที่ดินจัดสรร หลักฐานการส่งหนังสือ ร่างข้อบังคับ หนังสือมอบฉันทะ รายการสาธารณูปโภค และเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งตัวแทนยื่นคำขอ เอกสารต้องสอดคล้องกับกระบวนการที่ใช้และข้อกำหนดของสำนักงานที่ดิน
3. จัดประชุมเพื่อมีมติที่จำเป็น
รายงานการประชุมต้องสะท้อนมติสำคัญอย่างชัดเจน ได้แก่ มติจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร มติเห็นชอบข้อบังคับ และมติแต่งตั้งตัวแทนยื่นคำขอจดทะเบียน ไม่ควรสรุปแบบเหมารวมว่า “ทุกวาระต้องได้มากกว่ากึ่งหนึ่งของเจ้าของทั้งหมด” โดยไม่แยกเส้นทางกฎหมาย เพราะเกณฑ์อาจต่างกันในกรณีพิเศษตามกฎหมายใหม่
4. ยื่นคำขอต่อสำนักงานที่ดิน
ตัวแทนที่ได้รับแต่งตั้งยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหรือสาขาที่โครงการตั้งอยู่ พร้อมรายงานการประชุม ข้อบังคับ และหลักฐานประกอบ หากเอกสารไม่ถูกต้อง เจ้าพนักงานอาจแจ้งให้แก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนด หรืออาจไม่รับจดทะเบียนหากคำขอไม่อยู่ในหลักเกณฑ์
เมื่อเอกสารครบถ้วน เจ้าพนักงานจะปิดประกาศคำขอในสถานที่ที่กำหนดเป็นเวลา 30 วัน หากไม่มีการคัดค้าน หรือมีการคัดค้านแต่ไม่เป็นเหตุให้การจัดตั้งไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงดำเนินการรับจดทะเบียนและออกหนังสือสำคัญต่อไป
5. ดำเนินงานหลังจดทะเบียน
หลังจดทะเบียนแล้ว นิติบุคคลต้องเริ่มดำเนินงานตามข้อบังคับที่จดทะเบียนไว้ เช่น จัดให้มีคณะกรรมการและจดแจ้งรายชื่อตามขั้นตอน วางระบบบัญชี เตรียมรับโอนสาธารณูปโภคและทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง จัดทำงบประมาณ และแจ้งข้อมูลให้สมาชิกทราบ ส่วนตัวแทนยื่นคำขอจดทะเบียนมีหน้าที่เฉพาะในกระบวนการยื่นคำขอ จึงไม่ควรถือว่าเป็นคณะกรรมการโดยอัตโนมัติ
จัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านไม่ได้ ต้องทำอย่างไร
คำว่า “จัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านไม่ได้” อาจหมายถึงหลายสถานการณ์ จึงไม่ควรเริ่มแก้ปัญหาด้วยวิธีเดียวกันทั้งหมด ควรตรวจให้ชัดก่อนว่าติดที่คะแนนเสียง เอกสาร สาธารณูปโภค ผู้จัดสรรที่ดิน หรือคุณสมบัติของโครงการ
สาเหตุที่พบได้บ่อย
- รวบรวมผู้ซื้อหรือคะแนนเสียงไม่ถึงเกณฑ์ เพราะเจ้าของบางรายไม่ได้อยู่อาศัย ไม่ได้รับหนังสือ หรือไม่เข้าใจผลของการจัดตั้ง
- เอกสารประชุมไม่ครบหรือส่งหนังสือไม่ถูกต้อง ทำให้พิสูจน์ไม่ได้ว่าการประชุมและมติเป็นไปตามขั้นตอน
- ข้อบังคับไม่ครบถ้วน หรือมีข้อความขัดกับกฎหมายและโครงสร้างของโครงการ
- รายการสาธารณูปโภคไม่ตรงกับสภาพจริง เช่น มีงานชำรุด ภาระผูกพัน หรือเอกสารสิทธิที่ต้องตรวจสอบก่อนรับโอน
- ผู้จัดสรรที่ดินไม่ดำเนินการ ไม่จัดประชุม ไม่แจ้งผู้ซื้อ หรือไม่ดูแลสาธารณูปโภคตามหน้าที่
- หมู่บ้านไม่ได้อยู่ภายใต้กฎหมายจัดสรรที่ดินในลักษณะที่เข้าเกณฑ์ เช่น เป็นโครงการเก่าหรือมีสถานะทางกฎหมายเฉพาะ ซึ่งต้องตรวจเอกสารเดิมก่อน
ทางออกตามกฎหมายล่าสุดเมื่อผู้จัดสรรไม่ดำเนินการ
ภายใต้พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดินที่แก้ไขเพิ่มเติมในปี 2568 หากผู้จัดสรรที่ดินไม่ดำเนินการให้ผู้ซื้อจัดตั้งนิติบุคคล หรือไม่ปฏิบัติหน้าที่บำรุงรักษาสาธารณูปโภค ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนแปลงย่อยที่จำหน่ายแล้วตามแผนผังโครงการ อาจยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อดำเนินการจัดตั้งได้
หากไม่สามารถรวมผู้ซื้อให้ถึงจำนวนดังกล่าว มาตรา 44 วรรคสามเปิดทางให้จัดประชุมเพื่อลงมติจัดตั้งโดยใช้เสียงข้างมากของผู้ซื้อที่เข้าประชุม แต่ช่องทางนี้ใช้ได้เฉพาะเมื่อเข้าเงื่อนไขและดำเนินการตามระเบียบคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลาง พ.ศ. 2569 ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2569 จึงต้องตรวจสถานะโครงการและหลักฐานการไม่ดำเนินการของผู้จัดสรรก่อนนัดประชุม
แนวทางปฏิบัติที่ปลอดภัยคือรวบรวมใบอนุญาตจัดสรร แผนผัง รายชื่อแปลงที่จำหน่าย หลักฐานการติดต่อผู้จัดสรร ภาพหรือเอกสารแสดงปัญหาสาธารณูปโภค และหลักฐานความพยายามรวมตัวของผู้ซื้อ แล้วนำไปหารือสำนักงานที่ดินจังหวัดหรือสาขาที่โครงการตั้งอยู่ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ระบุเส้นทางและเอกสารที่ตรงกับกรณี
หมู่บ้านไม่มีนิติบุคคล ใครต้องดูแลส่วนกลาง
กรณีหมู่บ้านไม่มีนิติบุคคลหรือหมู่บ้านจัดสรรไม่มีนิติบุคคล ไม่ได้แปลว่าลูกบ้านต้องรับภาระทุกอย่างเองทันที ต้องตรวจสอบก่อนว่าผู้จัดสรรที่ดินยังมีหน้าที่บำรุงรักษาสาธารณูปโภคอยู่หรือไม่ มีนิติบุคคลตามกฎหมายอื่นรับโอนแล้วหรือไม่ หรือมีการโอนให้หน่วยงานท้องถิ่นอย่างถูกต้องแล้วหรือยัง
หากผู้จัดสรรยังไม่พ้นจากหน้าที่ ผู้ซื้อควรเก็บหลักฐานปัญหาและทำหนังสือแจ้งให้แก้ไข หากไม่ดำเนินการ สามารถนำข้อเท็จจริงไปหารือสำนักงานที่ดินเพื่อพิจารณาช่องทางตามกฎหมาย ไม่ควรตั้งคณะทำงานแล้วเรียกเก็บเงินหรือทำสัญญาในนาม “นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร” ทั้งที่ยังไม่ได้จดทะเบียน เพราะอำนาจ สถานะเงิน และความรับผิดอาจไม่ชัดเจน
บางกรณีผู้ซื้ออาจจัดตั้งนิติบุคคลตามกฎหมายอื่นเพื่อรับโอนและดูแลสาธารณูปโภคได้ แต่ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดินและกฎหมายของนิติบุคคลประเภทนั้น จึงควรให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบก่อนเลือกแนวทาง
สิ่งที่ควรพิจารณาก่อนจัดตั้ง
การจัดตั้งนิติบุคคลช่วยให้การบริหารส่วนกลางมีผู้รับผิดชอบและมีกลไกตรวจสอบ แต่ย่อมมาพร้อมภาระที่สมาชิกต้องร่วมกันรับผิดชอบ จึงควรทำความเข้าใจทั้งด้านค่าใช้จ่าย การบริหาร และความรับผิดชอบก่อนดำเนินการ
- สมาชิกต้องชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางตามอัตราที่กำหนด ไม่ควรสรุปว่าโครงการราคาสูงต้องจ่ายมากกว่าเสมอ เพราะวิธีคำนวณขึ้นกับกฎหมาย ข้อบังคับ ขนาดที่ดิน และโครงสร้างค่าใช้จ่ายของแต่ละโครงการ
- คณะกรรมการต้องบริหารเอกสาร บัญชี ผู้รับเหมา การประชุม และความขัดแย้งระหว่างสมาชิกอย่างโปร่งใส
- หากวางงบประมาณต่ำเกินไป อาจไม่มีเงินเพียงพอสำหรับซ่อมสาธารณูปโภคระยะยาว แต่หากเรียกเก็บสูงโดยไม่มีข้อมูลรองรับ ก็อาจทำให้สมาชิกไม่ยอมรับ
- การรับโอนทรัพย์สินโดยไม่ตรวจสภาพ อาจทำให้นิติบุคคลต้องรับภาระซ่อมแซมที่มีต้นทุนสูงภายหลัง
- ข้อบังคับที่ไม่ชัดเจนอาจทำให้เกิดข้อพิพาทเรื่องอำนาจกรรมการ การประชุม การใช้เงิน และการบังคับชำระค่าใช้จ่าย
ก่อนรับโอนจึงควรตรวจทั้งด้านกฎหมาย วิศวกรรม การเงิน และสภาพทรัพย์สิน ไม่ควรมองเพียงว่าจดทะเบียนสำเร็จก็ถือว่ากระบวนการทั้งหมดเสร็จสมบูรณ์
บริหารนิติบุคคลหลังจัดตั้งให้ตรวจสอบได้อย่างไร
หลังจัดตั้ง งานสำคัญคือทำให้ข้อมูลสมาชิก การเรียกเก็บค่าใช้จ่าย รายรับรายจ่าย หนี้ค้างชำระ งานซ่อม และประกาศต่าง ๆ ตรวจสอบย้อนหลังได้ โปรแกรมบัญชีสำหรับนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรช่วยลดการบันทึกข้อมูลซ้ำและจัดเอกสารทางการเงินให้เป็นระบบ ส่วนช่องทางสื่อสารกับลูกบ้านควรรวมข่าวสาร ใบแจ้งหนี้ และข้อมูลสำคัญไว้ในที่เดียว
ระบบเป็นเพียงเครื่องมือช่วยจัดการข้อมูล ไม่ได้แทนที่มติที่ประชุม ข้อบังคับ หรือหน้าที่ตามกฎหมาย นิติบุคคลยังต้องกำหนดผู้รับผิดชอบ ตรวจสอบสิทธิการเข้าถึงข้อมูล และจัดให้มีเอกสารที่ยืนยันการอนุมัติในแต่ละขั้นตอน
สรุป
ปัจจุบัน การจัดตั้งและบริหารนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรต้องพิจารณาพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ควบคู่กับฉบับแก้ไข โดยเฉพาะฉบับที่ 3 พ.ศ. 2568 และระเบียบที่ออกตามมา การเริ่มต้นจากเอกสารโครงการ ข้อบังคับ และสถานะของสาธารณูปโภคที่ถูกต้อง จะช่วยลดปัญหาในขั้นประชุม จดทะเบียน และรับมอบทรัพย์สิน
หากจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านไม่ได้ ต้องแยกก่อนว่าปัญหาเกิดจากคะแนนเสียง เอกสาร สภาพสาธารณูปโภค หรือการไม่ดำเนินการของผู้จัดสรร เพราะกฎหมายฉบับแก้ไขปี 2568 และระเบียบปี 2569 เพิ่มช่องทางสำหรับบางกรณีเท่านั้น ไม่ได้ทำให้ทุกโครงการใช้เสียงข้างมากของผู้เข้าประชุมได้โดยอัตโนมัติ
โครงการที่ไม่มีทีมดูแลกระบวนการนี้โดยเฉพาะสามารถใช้บริการจัดตั้งนิติบุคคลของ Silverman ซึ่งครอบคลุมการตรวจเอกสาร วางข้อบังคับ เตรียมประชุม และประสานงานการรับมอบโครงการ